ebook อ้วนศาสตร์ 1
ลดน้ำหนัก
อ้วนศาสตร์ สุดยอดคู่มือการลดน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หนังสืออิเล็กโทรนิคที่มีความยาวมากถึง 400+ หน้า อัดแน่นไปด้วยข้อมูล Tips and Techniqueการลดน้ำหนัก ที่รวบรวมตั้งแต่ กลไกการทำงานของร่างกายและการสะสมไขมันของร่างกายแผนปฎิบัติการลดน้ำหนัก และการรักษาทางการแพทย์ และรู้ว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงลดน้ำหนักไม่สำเร็จ คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แผนรับรายได้ Aim Star Matching

:: ding network ยินดีต้อนรับค่ะ ::

FreeMoney2u (ฟรีมันนี่ทูยู) แหล่งรวมเว็บทำเงิน ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
มีให้เลือกทำ มากมาย หลากหลายรูปแบบ เช่น คลิกดูโฆษณา แชทแบบ Hi5
งานทั้งหมดที่เราแนะนำ คัดสรร มาแล้ว ว่า จ่ายจริง มีหลักฐานการจ่ายเงิน update ให้ตลอด
มีวิธีการสมัครแนะนำให้อย่างละเอียด ทุกเว็บที่ทำ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
เหมาะสำหรับ ท่านที่ต้องการหารายได้เพิ่มเติม ผ่านการทำงาน ทางอินเตอร์เนต
ทุกเว็บที่ Admin เป็นคนแนะนำ ได้เงินจริง แต่จะมีรายได้มากน้อยเท่าไหร่ อยู่ที่คุณแล้วค่ะ
* ขอย้ำนะคะ เฉพาะเว็บที่ Admin แนะนำ และมีหลักฐานการจ่ายเงินแล้ว คือ ได้เงินจริงๆคะ *
- ส่วนเว็บอื่นๆ ที่เข้ามาแนะนำ แล้วแต่วิจารญาณของท่านในการทำนะคะ -


ขอแนะนำ เปลี่ยนของใช้ประจำวัน ให้เป็นเงินกันค่ะ
สนใจคลิก อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม ได้เลยค่ะ

สนใจทำธุรกิจ เครือข่าย ร่วมกัน เชิญได้ค่ะ สอนฟรี ยินดีช่วยเหลือ

ขอบพระคุณ ทุกท่าน ที่สนใจ และเข้ามาเยี่ยมชม เว็บของเรา

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สูตรยาเพื่อความเป็นชายชาตรี

สูตรนี้เป็นสูตรมาจากพ่อเฒ่าท่านหนึ่งในจังหวัดสุราษฏธานีครับเป็นสูตรยาโบราณซึ่งจะทำให้รางก่ายแข็งแรงและยังสามารถปรับสมดูลของรางก่ายได้เป็นอย่างดีครับ ใครที่มีน้ำตาลในเลือดมากๆควรกินยานี้นะครับและท่านใดที่ประสบปัญหาเกี่ยวนกเขาไม่ตื่น ภาวะนหกระจอกไม่ทันกินน้ำหรืออะไรก็ตามที่พรรราถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางแล้วละก็ควรอ่านอย่างยิ่งครับผมใครที่อ่านแล้วกรุณาบอกต่อๆๆๆๆนะครับเพื่อวิทยาทานครับ
สูตรยาครับมีดังนี้ (สมุนไพร)
1.  เหงือกปลาหมอ     2   ขีด
2.  พริกไทยดำ            2   ขีด
3.  แห้วหมู                   2   ขีด
สามอย่างนี้ให้ทำการบดให้ละเอียดครับแล้วมาผสมกันกับ

1.  น้ำผึ้ง             ครึ่งขวดกลม
2.  นมข้น            1  กระป๋อง
3.  ไข่ไก่บ้าน       9  ฟอง (เอาแต่ไข่แดงอย่างเดียว)

วิธีการทำ

นำน้ำผึ้งเท่ลงในภาชนะ แล้วนำนมข้นหวานเท่ลงไปให้หมดแล้วตีไข่ไก่เข้าไปแล้วทำการกวนพร้อมกับสมุนไพรที่ได้บดเรียดแล้วที่ละ 1 กำมือให้เข้ากันจนกว่าสมุนไพรจะหมดครับเมื่อกวนเสร็จแล้วสมุนไพรก็จะแข็งตัวต่อจากนั้นไปแช่ในตู้เย็นสักคืนหนึ่งก่อนครับเพื่อสะดวกในการรับประทานควรทำเป็นเม็ดเหมือนยาลูกกลอนครับ

วิธีการรับประทาน
เช้า 1 เม็ด
เที่ยง 1 เม็ด
ก่อนนอน 1 เม็ด แล้วตามาน้ำร้อนๆครับ
ถ้าใช้ดีกรุณาคอมเมนมาด้วยครับ
สวัดดีครับ

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคไต สมุนไพร รักษาโรคไต

โรคไต สมุนไพร รักษาโรคไต



โรคไต สมุนไพร รักษาโรคไต

Tags: สมุนไพร เห็ดหลินจือ รักษาโรคไต

โรคไตกับสมุนไพรนั้นต้องแยกระหว่างสมุนไพรบำรุงไตกับสมุนไพรขับปัสสาวะ
แล้วแต่จุดประสงค์ในการใช้ว่าต้องการบำรุงไตหรือขับปัสสาวะ สมุนไพรบำรุงไต
ได้แก่ กระชายเหลืองหรือกระชายแกง ซังข้าวโพด ไหมข้าวโพด เห็ดหลินจือ
ลูกหม่อน ถั่วเหลืองและหญ้าใต้ใบ เห็ดหลินจือจะช่วยได้ดีสำหรับกรณีไตวาย
ส่วนหญ้าหนาวแมว ตะไคร้ช่วยขับปัสสาวะ



โรคไตวาย เกิดจากการที่ไตสูญเสียหน้าที่
ไม่สามารถขับน้ำ และของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล
และเลือดเป็นพิษ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม คลื่นไส้
และเสียชีวิตในที่สุดได้


โรคไตวายมี 2 แบบ คือ

  1. แบบเฉียบพลัน คือไตวายชั่วคราว สามารถฟื้นกลับมาหายเป็นปกติได้
  2. แบบเรื้อรัง ซึ่งการทำงานของไตเสียอย่างถาวร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว

โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะที่
เกิดจากโรคหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่เป็นมานานเกิน
15 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงนาน ๆ โรคไตอักเสบเรื้อรัง
นิ่วก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย
สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังนั้นมีหลายอย่างบางอย่างสามารถรักษา
และป้องกันการเสื่อม หรือชะลอการเสื่อมของไต ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ
และ ลดอาหารเค็ม ลดอาหารประเภทโปรตีน ควบคุมเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต
ให้อยู่ในภาวะปกติ


ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ ควรลดอาหารเค็ม เพราะร่างกายไม่สามารถขับเกลือ ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง

โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด สุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะ ยูเรเมีย (
Uremia ) เหมือนกัน คือทำให้มีอาการ ซีด บวม อ่อนเพลีย ซึมลง
จนหมดสติและชักได้ ร่างกายจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไตไม่ทำงานขับถ่ายของเสีย


วิธีที่แพทย์ปัจจุบันใช้รักษาไตวาย


ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการล้างไต ( Dialysis ) แต่การรักษาที่ดีที่สุด คือ
การผ่าตัดปลูกเปลี่ยนไตจากคนที่บริจาคไตให้
แต่การปลูกเปลี่ยนไตมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ มีผู้บริจาคไตน้อย
มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนับร้อยนับพันคนรอการบริจาคไตอยู่
ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ได้ด้วยการล้างไต ระหว่างที่รอการปลูกไต



การล้างไตปัจจุบันมี 2 วิธี
  1. วิธีการล้างไตทางหน้าท้อง ( CAPD : Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis )

    วิธีนี้ใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องอย่างถาวร
    และใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง เพื่อล้างเอาของเสียในเลือดออก
    ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 4 - 5 ครั้ง ทุกวัน
    วิธีนี้มีข้อดีที่ทำเองที่บ้านได้
    แต่มีข้อเสียเกิดการติดเชื้อในช่องท้องสูงเมื่อทำไปนาน ๆ
    และมีการสูญเสียโปรตีนออกมาทางน้ำยามากในแต่ละวัน
    อาจเกิดภาวะขาดอาหารถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอ

  2. การฟอกเลือด ( Hemodialysis )

    โดยการดูดเลือดจากผู้ป่วยไปล้างเอาน้ำ และของเสียออกโดยใช้ไตเทียม
    (เครื่องฟอกเลือด) เลือดที่ล้างแล้วจะไหลกลับเข้ามาในตัวผู้ป่วย
    วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง
    เพื่อที่จะให้ได้ผลดีควรฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง

จะเลือกวิธีไหนดีขึ้นอยู่กับโรคของผู้ป่วย และความพอใจของผู้ป่วย
แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 วิธี
และแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้ แต่ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง
ว่าจะล้างไตหรือไม่ แล้วเลือกล้างไตวิธีใด


เห็ดหลินจือ รักษาโรคไต

สมุนไพรบำบัดรักษาโรคไต

สมุนไพรบำรุงไตสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทที่บำรุงไตโดยตรง
และประเภทที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
ซึ่งจะช่วยขับน้ำออกจากร่างกายเหมาะสำหรับคนที่ไตมีปัญหาขับน้ำ

เห็ดหลินจือ รักษาโรคไต

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ วิจัยนำเห็ดหลินจือมารักษาไตเรื้อรัง


คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยนำเห็ดหลินจือมารักษาไตเรื้อรัง
ระบุเห็ดหลินจือช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต ทางเลือกใหม่แทนกินยากดภูมิคุ้มกัน
แพทย์จุฬาฯศึกษากลไกการเกิดภาวะไตวายในร่างกาย
พร้อมสร้างทางเลือกใหม่รักษาโรคไตเรื้อรังด้วยสารสกัดเห็ดหลินจือ
เผยผลทดสอบเบื้องต้นช่วยผู้ป่วยกลับสู่ภาวะปกติ
ระบุสรรพคุณสร้างสมดุลให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการไตอักเสบ
ภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ
แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิตและเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของไต

รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า
ทีมวิจัยค้นพบวิธีรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิส ชนิด focal segmental
sclerosis ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์
โดยเปลี่ยนให้รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือวันละ 750 - 1,000 มิลลิกรัม
ควบคู่กับการให้ยาขยายหลอดเลือด พบว่า
ช่วยฟื้นฟูระบบการทำงานของไตให้ดีขึ้น
อีกทั้งภาวะเนื้อไตตายลดลงอย่างชัดเจน

หลังจากทำวิจัยแล้วพบว่า สาเหตุมาจากสารพิษในเลือด สารอนุมูลอิสระ และการเสียสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้สารซัยโตคายน์เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเซลล์บุผิวหลอดเลือด ทำให้เกิดการหดรัดตัวของหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น จนเกิดความดันภายในไตเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ไตเกิดภาวะขาดเลือด เกิดเนื้อไตตายได้

นักวิจัย กล่าว ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิส ชนิด focal
segmental sclerosis จะมีอาการเนื้อตัวบวมอย่างเห็นได้ชัด
และหากตรวจเลือดและปัสสาวะจะพบภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะมากกว่า 3.5
กรัมต่อวัน ส่งผลให้โปรตีนในเลือดต่ำ ปริมาณการหมุนเวียนในเลือดไม่เพียงพอ เลือดในร่างกายพร่อง ข้นหนืด ก่อให้เกิดการอุดตัน และยังมีภาวะเผาผลาญไขมันผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ภาวะต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ไตมีการอักเสบ เสื่อม และถูกทำลายจนเข้าสู่ภาวะไตวายในท้ายที่สุด


หลังจากเข้าใจถึงกลไกของสาเหตุโรคไตแล้ว
รศ.พญ.ดร.นริสาจึงได้นำเอาสารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum)
มาทดลองกับผู้ป่วย
เนื่องจากมีสรรพคุณในการช่วยฟื้นฟูระบบสมดุลของภูมิคุ้มกัน
พร้อมทั้งยังได้รักษาร่วมกับการใช้ยาขยายหลอดเลือดด้วย

สำหรับอาสาสมัครที่เข้ารับการรักษา
เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีอาการไข่ขาวรั่วในปัสสาวะต่อเนื่อง 5 - 10 ปี
กำลังอยู่ในภาวะไตเสื่อมถอยลงอย่างช้าๆ
และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน หลังจากรักษาได้ราว 1 ปี
พบว่าภาวะเสียสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันเข้าสู่ระดับปกติ
ผู้ป่วยมีการทำงานของไตดีขึ้น ภาวะไข่ขาวรั่วในปัสสาวะลดลง
และสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของไตให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้

"ปริมาณของสารสกัดจากเห็ดหลินจือที่มีคุณสมบัติในการรักษาได้นั้น
จะอยู่ประมาณ 750 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
โดยต้องใช้ร่วมกับยาขยายหลอดเลือด
ซึ่งจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูกลศาสตร์ไหลเวียนของไตให้ดีขึ้น
เพราะเลือดจะไหลเข้าสู่ไตได้มากขึ้น ทำให้ความดันภายในไตลดลง"

นอกจากนี้การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจือในปริมาณดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิด
อันตรายหรือผลข้างเคียงใดๆ ด้วย
เนื่องจากเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีเพดานการบริโภคที่สูงมาก

รศ.พญ.ดร.นริสา
ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตว่าผู้ป่วยจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ
บริโภคและการดำเนินชีวิตโดยให้ความสำคัญในเรื่องอาหาร น้ำ อากาศ
การออกกำลังกาย การกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณที่จำกัด
ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ
นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่
ดื่มน้ำให้มากเพียงพอเพื่อไม่ให้ไตขาดเลือด ที่สำคัญคือควรงดสูบบุหรี่


ทำไมเห็ดหลินจือถึงรักษาโรคไตอักเสบ ไตวายได้


นพ. บรรเจิด ตันติวิท ได้เขียนหนังสือ "หลิงจือ กับ ข้าพเจ้า"
ซึ่งอธิบายหลักการทำงานของเห็ดหลินจือ
และประสบการณ์ในการรักษาเห็ดหลินจือให้แก่ผู้ป่วย
ได้อธิบายถึงการทำงานของเห็ดหลินจือว่าทำไมถึงรักษาโรคไตอักเสบ ไตวายได้


ไตที่อักเสบจะมีใยแผลเป็นที่ไต นานเข้าจะหดรัดไต ทำให้ไตเล็กลง
รวมทั้งยังรัดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้ไตทำงานไม่ได้
ไตเกิดภาวะขาดเลือด


เห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคไตอักเสบ ไตวายได้ เพราะ


กระชาย สมุนไพรบำรุงไต


อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัด ได้แนะนำ สูตรน้ำกระชาย
สำหรับบำรุงไต บำรุงสมอง บำรุงกระดูกมีแคลเซียมสูง ปรับสมดุลของฮอร์โมน


ส่วนประกอบน้ำกระชาย
กระชายเหลืองหรือที่ชาวบ้านเรียกว่ากระชายแกง 1 ขีด
ใบโหระพา หรือใบบัวบก (ใส่เพื่อดับกลิ่นกระชาย)
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 2 ลูก
น้ำ 2 แก้ว


เอากระชายปอกเปลืองแล้วล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น ใส่ใบโหระพา
กับน้ำแล้วปั่น กรองเอาเฉพาะน้ำ เติมน้ำผึ้งและบีบมะนาว
น้ำกระชายที่ปั่นแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำแล้ว สามารถเก็บในตู้เย็นได้นาน
ทำเก็บไว้กินได้เป็นอาทิตย์


ใบโหระพา หรือใบบัวบก นอกจากใส่เพื่อดับกลิ่นกระชายแล้ว กินใบโหระพาวันละ 7 ยอด เป็นยาอายุวัฒนะ ส่วนใบบัวบกบำรุงสมอง


เสริมด้วยอาหารบำรุงไต อย่างเห็ดหูหนูดำ
หากนำเห็ดหูหนูดำรวมกับเห็ดอื่นอีก 2 ชนิด รวมเป็น 3 ชนิดมารวมกัน
ทำเป็นต้นจืด ต้มยำ หรือจะแกงก็ได้ แต่อย่าผัดกับทอด นอกจากจะบำรุงไตแล้ว
ยังบำรุงตับด้วย

สมุนไพรบำรุงไตอื่นๆ


สมุนไพรไทยบำรุงไต อาจจะต้องใช้เป็นประจำทุกวัน สมุนไพรที่มีอยู่ทั่วไป
ที่พอจะหาได้ง่าย และสามารถนำไปใช้โดยไม่มีผลข้างเคียง ยกตัวอย่างเช่น


  1. ผลหม่อนหรือเรียกว่าลูกหมอน กินสดทั้งผล มีสารประกอบของวิตามินซี ไบโอฟลาโวนอยด์สูงมาก
    สรรพคุณสมุนไพร : บำรุงไต แก้อาการอักเสบของเนื้อไต
    (ลูกหม่อนหาทานยากเสียหน่อย แต่บำรุงไตดีมาก)
  2. เกสรหรือไหมข้าวโพดและซังข้าวโพด เอาตากแห้งแล้วต้มน้ำดื่มแทนน้ำ

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้ไตอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ คนที่เป็นโรคเบาหวานด้วย ทานสูตรนี้ดี รสไม่หวาน หาซื้อข้าวโพดมาทำเองง่าย

  3. ใบข่อย ใช้ต้มน้ำแบบใบชาดื่มแทนน้ำ

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้ไตพิการ ขับปัสสาวะ
  4. ใบ ต้น และรากหรือเหง้าของเตย ต้มดื่มแทนน้ำ

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้กระษัย ไตพิการ ขับปัสสาวะ
  5. ดอกบานไม่รู้โรยเฉพาะดอกสีขาว ใช้ต้มน้ำดื่มแบบน้ำชาแทนน้ำ

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้กระษัย แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับปัสสาวะ
  6. เปลือก เหง้า และตะเกียงสับปะรด ต้มกับน้ำจนเดือด เคี่ยวนาน 15 นาที

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้กระษัย บำรุงไต ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
  7. หญ้าใต้ใบทั้งต้น ต้มกับน้ำจนเดือด เคี่ยวนาน 15 นาที

    สรรพคุณสมุนไพร : กระตุ้นสมรรถภาพไต
  8. ต้นหญ้าหนวดแมว หั่นตากแห้งชงกินแบบน้ำชาต่างน้ำ

    สรรพคุณสมุนไพร : แก้กระษัย ทำให้ไตมีกำลัง ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว
    สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจต้องระมัดระวัง
    ถ้าใช้หญ้าหนวดแมวแล้วอาจทำให้หัวใจสั่น
    เพราะหญ้าหนวดแมวจะบีบหัวใจนิดหน่อย

  9. ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้ เป็นประจำ
    หรือจะใช้สารสกัดจากถั่วเหลืองที่ชื่อไอโซฟลาโวน หรือเจนีสเตอิน ครั้งละ 1
    เม็ด (25 -30 มก.) วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร

    สรรพคุณสมุนไพร : เสริมสมรรถภาพไต ทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้น
สมุนไพรขับปัสสาวะ มีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
เป็นการขับเอาน้ำออกจากร่างกาย ลดอาการบวมน้ำได้ดี
ที่หาได้ง่ายและไม่มีผลข้างเคียง
สามารถเอามาต้มน้ำดื่มหรือกินเป็นอาหารได้เช่น ลูกเดือย ใบเตย น้ำเต้า
ตะไคร้ กระเจี๊ยบ กระชาย บวบเหลี่ยม อ้อย (ลำต้น)

อาหารที่ควรควบคุมสำหรับคนเป็นโรคไต


  1. งดอาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก อาหารที่มีรสเค็ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว
    ผงชูรส เพราะไตไม่สมารถขับโซเดียมออกจากร่างกายได้
    เมื่อเกลือในร่างกายมีมาก มันจะอุ้มน้ำเอาไว้มากเกินไป
    จนคนที่เป็นโรคไตมีอาการบวม
  2. จำกัดโปรตีน แนะนำว่าในแต่ละวัน
    อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์น่าจะมีปริมาณวันละเท่ากับ 1 ฝ่ามือ
    แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตเนฟโฟรติก มีการสูญเสียโปรตีนในปัสสาวะ
    ให้ใช้วิธีกินโปรตีนคุณภาพสูงเข้าไปทดแทน
    คือกินเฉพาะไข่ขาวในระหว่างที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ
    วิธีนี้จะดีกว่าการกินอาหารโปรตีนมาก ๆ
    เพื่อป้องกันการสูญเสียทางไตเอาไว้ก่อน แนะนำว่า ให้กินไข่ขาววันละ 4-6
    ฟองจะช่วยทดแทนโปรตีนที่สูญเสียไปกับปัสสาวะในแต่ละวัน
    หากไม่มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะแล้วก็ให้งดการกินไข่ขาวไป
  3. งดสารปนเปื้อนในอาหารเด็ดขาด เช่น สีผสมอาหาร กลิ่นสังเคราะห์
    รสชาติสังเคราะห์ สารกันบูด กันเชื้อรา ฯลฯ
    เพราะสารเคมีเหล่านี้ล้วนเป็นภาระให้ไตต้องขับออกนอกร่างกาย

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


เอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคไต การป้องกัน อาการ อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต
โดยแพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร กองโภชนาการ


โรคมะเร็ง สมุนไพร รักษามะเร็ง

สมุนไพร เห็ดหลินจือ หญ้าปักกิ่ง เจียวกู้หลาน สมอ รักษามะเร็ง 
สมุนไพรบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ต้านและยับยั้งเชื้อมะเร็ง ได้แก่ เห็ดหลินจือ มะข้ามป้อม สมอไทย สมอพิเภท หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา ปัญจขันธ์ สมุนไพรเหล่านี้นอกจากยับยั้งโรคมะเร็งแล้วยังเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่าง กายด้วย

มะเร็ง คือ เซลล์เนื้อร้ายที่เจริญเติบโตผิดปกติ แทรกซึมเข้าไปในเซลล์ดีที่อยู่โดยรอบ เมื่อเข้าไปในเส้นเลือดและน้ำเหลือง แล้วจะกระจายไปในอวัยวะต่างๆ ทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นเสื่อมไป

ส่วนสาเหตุของโรคมะเร็งเกิดได้ 3 ทาง คือ เกิดจากจากทางพันธ์กรรม

เกิดจากการได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารเคมี รังสี ไวรัส สารพิษจากสิ่งแวดล้อม

เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมและการโภชนาที่มากไป น้อยไม่ ไม่พอดี



เมื่อสารก่อมะเร็งเข้าไปในร่างกายจะไปจับยีนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดการกลายพันธุ์ หรือกระตุ้นยีนมะเร็งให้แสดงออกมากขึ้น โดยให้เซลล์ปกติเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งแล้วแบ่งตัวไปเรื่อยๆ ไม่หยุด จนเป็นก้อนมะเร็งใหญ่

โรคมะเร็งป้องกันได้

ร่างกายคนเรามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น แต่เราชนะไม่ป่วยเป็นมะเร็งได้เพราะ ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อสู้กับ มะเร็งได้ ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลายด้วยวิธีต่างๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ได้แก่ การกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาหารไม่สะอาดเต็มไปด้วยสารพิษ สารก่อมะเร็ง การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และการไม่ออกกำลังกาย

พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้บ้าง การรับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) มาก อาหารที่มีวิตามินเอ ซี อี สูง เช่น กระเทียม หัวหอม ผักใบเขียว ผัก ผลไม้ ตลอดทั้ง อาหารสมุนไพร เครื่องประกอบอาหารต้องปลอดเชื้อราและสารพิษ

ลด อาหารไขมันสัตว์

เลิก อาหารกระป๋อง อาหารที่มีสีสังเคราะห์และสารเคมี เช่น สารกันปูด สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร

เลี่ยง อาหารปิ้ง ย่าง เผา อบ รมควัน

ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรรับประทานผักผลไม้เพราะผักผลไม้หลายชนิดมีคุณสมบัติเป็น ตัวกำจัดอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์) และสารฆ่ามะเร็ง ในวันหนึ่งๆ ควรได้ผัก 30% ผลไม้ 10% ถั่วและปลา 10% และข้าวกล้อง หรือ มัน เผือก 50%



สมุนไพรบำบัดรักษาโรคมะเร็ง

Tags: เห็ดหลินจือ รักษามะเร็ง



เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง




นพ. บรรเจิด ตันติวิท
ได้กล่าวถึงเห็ดลินจือสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ จากหนังสือ "หลิงจือ กับ
ข้าพเจ้า" ซึ่งได้พูดถึงเหตุผลว่าทำไมเห็ดหลินจือถึงรักษาโรคมะเร็งได้



ทำไมเห็ดหลินจือถึงรักษาโรคมะเร็งได้


ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงไม่เป็นมะเร็ง เหตุผลที่เราไม่เป็นมะเร็งก็เพราะ
  • ร่างกายเรามีระบบภูมิคุ้มกัน
  • ร่างกายเรามีระบบแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidants) ที่สามารถต่อสู้ ขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ DNA เกิดการเปลี่ยนแปลง
มารู้จักอนุมูลอิสระสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งกันก่อนว่า คืออะไร

อนุมูลอิสระ เป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียร เป็นของเสียที่ร่างกายต้องกำจัด ซึ่งอนุมูลอิสระเกิดจากการที่ร่างกายใช้ออกซิเจนเป็นเชื้อเพลิงในการเผาผลาญ
และเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ยา อาหาร บุหรี TV โทรศัพท์มือถือ อื่นๆ



เมื่อเซลล์ถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระ จะกลายเป็นของเสีย และที่สำคัญ DNA ที่ถูกอนุมูลอิสระโจมตีอาจกลายพันธุ์ เป็นเซลล์มะเร็งได้



ในร่างกายเราจะมีแอนติออกซิแดนต์ช่วยในการขจัดอนุมูลอิสระ
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นความสามารถในการผลิตแอนติออกซิแดนต์
น้อยลง ในขณะที่อนุมูลอิสระกลับมากขึ้นเนื่องจากร่ายกายเผาผลาญไม่สมบูรณ์
เกิดเป็นของเสียมากขึ้น ด้วยสาเหตุนี้เราถึงเป็นมะเร็งเมื่ออายุมาก



เห็ดหลินจือช่วยได้ เพราะ เห็ดหลินจือเป็นแอนติออกซิแดนต์สามารถขจัดอนุมูลอิสระได้ ลดการเกิดของมะเร็ง ป้องกันโรคมะเร็ง

 

โดยปกติผนังเซลล์ในร่างกายเราจะมีศักย์ไฟฟ้า สังเกตง่ายๆตอนแพทย์ตรวจคลื่นหัวใจ คลื่นสมอง จะมีกราฟแสดงการขึ้นลง
และศักย์ไฟฟ้าของเซลล์แต่ละอวัยวะจะมีคลื่นไม่เหมือนกัน



เซลล์ที่เกิดการอับเสบ หรือถูกอนุมูลอิสระก่อกวน ก็จะมีศักย์ไฟฟ้าที่แปรปรวนผิดไป รวมถึงอารมณ์และความเครียดด้วยที่ทำให้
ศักย์ไฟฟ้าแปรปรวน



สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เซลล์ที่เป็นมะเร็งแล้วจะมีค่าศักย์ไฟฟ้าสูง เพราะเซลล์มะเร็งโตเร็วต้องการพลังงานมาก



การที่ค่าศักย์ไฟฟ้าสูงทำให้เกิดปัญหาว่า เมื่อเม็ดเลือดขาวจะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง เจอศักย์ไฟฟ้าสูงทำให้หมดสภาพ
ไม่สามารถเอาชนะเซลล์มะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้การรักษามะเร็งด้วยวิธีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างเดียวจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ



เห็ดหลินจือช่วยได้ คือ เห็ดหลินจือช่วยทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลง ทำให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปต่อสู้ทำลายเซลล์มะเร็งได้
เพราะ
เห็ดหลินจือมีสารเยอมาเนียมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและมีโครงสร้างที่
สามารถจับกับอิเล็กตรอนทำให้ศักย์ไฟฟ้าบริเวณเซลล์มะเร็งต่ำลง
เมื่อศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลงทำให้เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง
ได้
เพราะเหตุนี้เห็ดหลินจือจึงสามารถรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ระบบภูมิคุ้มของร่าง
กายได้



เห็ดหลินจือช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
และให้ภูมิคุ้มกันเป็นตัวกำจัดมะเร็งเอง เนื่องจาก
เห็ดหลินจือมีสารเยอรมาเนียมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้วยังมีสารโพลี
แซคคาไรด์อีกตัวที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และยังโปรตีน Lz-8
ในเห็ดหลินจือที่ช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้ทำงานเป็นปกติไม่ผิดเพี้ยน

 


สรุป เห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคมะเร็งได้เพราะ

  1. เห็ดหลินจือเป็นแอนติอ็อกซิแดนต์ที่ดี สามารถขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
  2. เห็ดหลินจือช่วยทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลง ทำให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปต่อสู้ทำลายเซลล์มะเร็งได้
  3. เห็ดหลินจือช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในแก่ร่างกายปรับ
    สมดุลไม่ให้ทำงานผิดเพี้ยน
    เมื่อภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็สามารถต่อสู้กับเชื้อมะเร็งได้
  4. การทำคีโม นอกจะทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว
    เซลล์ปกติบริเวณรอบข้างก็ถูกทำลายไปด้วย ซึ่งต่างจากเห็ดหลินจือ
    ที่เห็ดหลินจือทำงานผ่านระบบภูมิคุ้มกัน คือ
    เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงทำงานเป็นปกติไม่ผิดเพี้ยน
    แล้วให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเรานี้เป็นตัวจัดการกับเซลล์มะเร็งเอง
    ทำให้เซลล์ปกติอื่นไม่โดนทำลาย
    เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถแยกแยะได้ว่าเซลล์ไหนเป็นเซลล์ดีหรือเซลล์
    ไม่ดี
  5. การทำคีโม มีผลข้างเคียงทำให้เม็ดเลือดขาวลดลง
    หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเม็ดเลือดขาวแห้ง เพราะยาที่ใช้ทำคีโมมีพิษมาก
    เห็ดหลินจือสามารถช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นได้
    จึงลดผลข้างเคียงของการทำคีโมได้บ้าง
  6. คนที่เป็นโรคมะเร็ง มักจะทานยาแผนปัจจุบันเยอะ รวมถึงทำคีโมด้วย
    ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่าการทานยาแผนปัจจุบันมาก เป็นเวลาติดต่อกัน
    มีผลข้างเคียงคือ ตับโดนทำลาย โดยเฉพาะการทำคีโมทำให้ตับเสื่อม
    เห็ดหลินจือช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพตับ ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น
  7. เห็ดหลินจือมีความปลอดภัยสูง จัดเป็นยาบำรุงร่างกาย ยาอายุวัฒนะ ทานติดต่อกันได้เป็นเวลานาน




อ่านบทความเรื่องเห็ดหลินจือ เพิ่มเติม






มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก กับการยับยั้งเชื้อมะเร็ง






สภาวิจัยแห่งชาติสนับหนุนนักวิจัยจากธรรมศาสตร์
ซึ่งค้นพบว่าสารสกัดจากสมุนไพร 3 ชนิดคือ มะขามป้อม สมอไทยและ สมอพิเภก
สามารถหยุดมะเร็งและยับยั้งเซลล์ร้าย



โดยทดลองฆ่าเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการวิจัยได้ผลดี
แต่ยังไม่ได้ศึกษาในสัตว์และผู้ป่วยจริง
เผยผลวิจัยปูทางผลิตเป็นยาสยบมะเร็งสำคัญที่คร่าชีวิตคนไทย ทั้งมะเร็งตับ
ปอด ปากมดลูกและอื่นๆ



ผศ.ดร.สีหณัฐ ธนาภรณ์ สาขาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวว่า มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก สารสกัดสมุนไพร 3 ชนิดนี้
สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้



การทดลองใช้ระบบมาตรฐานของสหรัฐ
โดยเพาะเลี้ยงเซลล์ในจานหลุมและนำสารสกัดมาทดสอบทีละชนิด พบว่ามะขามป้อม
สมอไทยและสมอพิเภก สามารถช่วยลดสารก่อมะเร็ง
ทั้งยังฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีอีกด้วย



ด้าน ดร.ชาตรี งามกิติเดชากุล สาขาชีวเคมี สถานวิทยาศาสตร์ฯ
หนึ่งในทีมวิจัย เสริมว่า
เซลล์มะเร็งที่ทีมวิจัยนำมาทดสอบด้วยการเพาะเลี้ยง ได้แก่ เซลล์มะเร็งตับ
มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก รังไข่ ลำไส้และเต้านม



ผลสรุปที่แน่ชัดว่า มะขามป้อม สมอพิเภกและสมอไทย
มีฤทธิ์ยับยั้งและสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100%
โดยมีหลักฐานการทดลองยืนยันถึง 6 ขั้นตอน จากนั้นจะนำไปทดสอบในเชิงคลินิก
หรือทดสอบในคนต่อไป

[ข่าวจาก น.ส.พ.คมชัดลึก วันอังคารที่ 3 ต.ค. 2549]




หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา กับการยับยั้งโรคมะเร็ง








ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง
หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น
มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ
มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า
ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ
โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้
ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง



ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี
2527
มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก
โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก
นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3
เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1
ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย
ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา



ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว
รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย
เสริมภูมิคุ้มกัน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น
และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า
สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม
และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์



หญ้าปักกิ่ง กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทาน ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น



ด้านสรรพคุณทางยาจากข้อมูลยืนยันด้านวิทยาศาสตร์ พบว่า
ในน้ำคั้นสดหญ้าปักกิ่งมีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี)
มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งรุนแรงเพิ่มขึ้น
ต้านการกลายพันธุ์ของยีน และยังเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย



ในการนำหญ้าปักกิ่งมาใช้ เพื่อให้ได้สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ครบ
ควรใช้หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
ในกรณีที่ปลูกโดยใช้การปักชำ แต่หากใช้วิธีการปลูกด้วยเมล็ดต้องใช้
หญ้าปักกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป
ก่อนนำหญ้าปักกิ่งทั้งต้นและรากมาคั้นเอาน้ำ
ต้องล้างทำความสะอาดให้ปราศจากสิ่งปนเปื้อนไม่ว่าดินและสารเคมี



ปริมาณในการดื่ม ดื่มครั้งละ 50 ml วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ก่อนอาหาร
ในการรับประทาน ควรรับประทานเป็นรอบ คือ รับประทาน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน แล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่



กรณีต้องการเสริมภูมิต้านทาน ไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ควรบริโภคเกิน 6-8 สัปดาห์
กรณีลดผลข้างเคียงของการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ของผู้ป่วยมะเร็ง ควรรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน
กรณีป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและกันการกลับเป็นซ้ำ ควรทานติดต่อกันประมาณ 1 ปี พร้อมทั้งตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง



ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์ยาอ่อนลง เช่น ฟักแฟง แตงกวา ผักกาดขาว มะระ หน่อไม้ หัวไชเท้า และผักบุ้ง






ปัญจขันธ์






นพ.สมทรง รักษ์เผ่า อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า
สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดปัญจขันธ์หรือ เจียวกู่หลาน เป็นพืชล้มลุกชนิดเถา
พบมากในประเทศญี่ปุ่น จีน
และในไทยสามารถปลูกได้คุณภาพดีที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า
ตัวยาที่สกัดได้แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์เอชไอวีโพรทีเอส
ทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีไม่เพิ่มจำนวน มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานในหลอดทดลอง
เมื่อทดสอบกับสัตว์ทดลอง ไม่พบพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง นอกจากนั้น
เมื่อทดสอบในอาสาสมัครให้รับประทานสารสกัดในแคปซูล พบว่า มีความปลอดภัย
ทางสถาบันวิจัยสมุนไพรเตรียมขยายผลนำสมุนไพรมาพัฒนาเป็นยาทดแทนการใช้ยาแผน
ปัจจุบัน ทั้งนี้ในญี่ปุ่นและจีนใช้ปัญจขันธ์เป็นยาต้านการอักเสบ แก้ปวด
แก้ไอขับเสมหะ ลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน
ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด



ในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ ถึง 3 ชนิด คือ
  1. เควอซิติน ( Quercetin )
  2. เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ
    • ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก
    • ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง
    • ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว
  3. โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฤทธิ์ป้องกัยอนุมูลอิสระ
    ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย
    ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ
    มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

เห็ดหลินจือ วิธีการบริโภคเห็ดหลินจือ

วิธีการบริโภคเห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือแดงสกัด 
          
         เห็ดหลินจือนิยมมาบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายเป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันและรักษาโรค ในปัจจุบันการบริโภคเห็ดหลินจือทำได้หลายวิธี (เรียงตามปริมาณสารที่ได้จากเห็ดหลินจือ จากน้อยไปมาก)
นำเห็ดหลินจือมาบดแห้ง บรรจุแคปซูลเหมือนสมุนไพรทั่วๆไป

วิธีนี้ต้นทุนต่ำ ง่ายและราคาถูก แต่ได้สารสำคัญจากเห็ดหลินจือน้อยมาก
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสกัดเอาสารที่สำคัญดูดเข้าไปใช้ในร่างกายได้
รับประทานมากจะเกิดอาการท้องอืด เพราะเห็ดหลินจือ
มีลักษณะแข็งคล้ายเนื้อไม้ ย่อยยาก ไม่เหมือนสมุนไพรทั่วๆไป
(ไม่แนะนำใช้ใช้วิธีนี้)



  • นำเห็ดหลินจือที่ฝานเป็นชิ้นมาต้มกับน้ำ แล้วใช้เฉพาะน้ำเห็ดหลินจือดื่ม

    วิธีนี้ต้นทุนต่ำ ราคาถูก ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือประมาณ 30 %
    เนื่องจากเห็ดหลินจือประกอบด้วยสารที่สามารถละลายในน้ำได้ 30 %
    ถึงแม้วิธีนี้จะได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือไม่ครบแต่ก็มากกว่าวิธีแรก
    โดยจะต้องนำเห็ดหลินจือที่ฝานเป็นชิ้น มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
    แล้วมาต้มกับน้ำด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
    เอาเฉพาะน้ำเห็ดหลินจือมาดื่ม แต่ต้องดื่มในปริมาณที่มากๆ หน่อย



  • นำเห็ดหลินจือมาสกัด โดยใช้เทคโนโลยีในการสกัดร้อน หรือสกัดเย็น บรรจุรูปแบบแคปซูล

    วิธีนี้ถึงแม้ต้นทุนจะสูง
    ราคาแพงแต่ได้ปริมาณสารสำคัญในเห็ดหลินจือที่มีประโยชน์ครบถ้วนมากที่สุดและ
    สะดวกในการบริโภค เหมาะกับการใช้บำรุงร่างกาย ป้องกันและรักษาโรค

  • แต่ละวิธีจะได้ปริมาณสารสำคัญในเห็ดหลินจือไม่เท่ากัน
    แนะนำให้บริโภคเห็ดหลินจือที่ได้จากการสกัดโดยใช้เทคโนโลยีการสกัด
    เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือมากที่สุด เพราะ
    เห็ดหลินจือประกอบด้วยสารที่สามารถละลายในน้ำได้ 30 ส่วนเท่านั้น
    ไม่ว่าจะต้มนานเท่าไรก็ตาม
    ดังนั้นในการบริโภคเห็ดหลินจือด้วยวิธีต้มจะได้รับประโยชน์เพียง 30%




    ข้อแนะนำในการบริโภคเห็ดหลินจือ

    • ควรบริโภคเห็ดหลินจือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง
      แต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะให้รับประทานเห็ดหลินจือหลังอาหาร 2
      ชั่วโมงแทน  เนื่องจาก
      ควรรับประทานขณะท้องว่าง เพื่อประสิทธิภาพในการดูดซึม
    • ในสัปดาห์ 2 สัปดาห์แรกที่เริ่มรับประทานเห็ดหลินจือ ให้รับประทานในปริมาณน้อยก่อนเพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว
    • ควรบริโภควิตามินซีร่วมด้วยเนื่องจากสารโพลีแซคคาไรด์
      (Polysaccharides) ในเห็ดหลินจือ
      มีโครงสร้างที่สับซ้อนบางท่านอาจจะย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซี
      หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เพื่อช่วยในการดูซึมสารโพลีแซคคาไรด์
      (Polysaccharides) เข้าสู่ร่างกาย


    การเลือกซื้อเห็ดหลินจือ

    ควรเลือกยี้ห้อที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ ดูจาก
    1. มีฟาร์มปลูกเห็ดหลินจือ
    2. มีโรงงานผลิตและบรรจุเห็ดหลินจือ
    3. ได้คุณภาพมาตรฐาน
    4. มีการรับประกันสินค้า


    วิธีการทดสอบเห็ดหลินจือแดงสกัด

    ในการทดสอบเห็ดหลินจือควรทดสอบโดยใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติ ไม่ใช่น้ำร้อน
    เพื่อรักษาคงคุณภาพของสปอร์เห็ดหลินจือ
    เพราะสปอร์เห็ดหลินจือเมื่อผ่านความร้อนคุณค่าจะลดลง
     

    ทดสอบดอกเห็ดหลินจือแดง

    ให้ถอดแคปซูลออกเทเอาเฉพาะตัวยาเห็ดหลินจือลงในแก้วน้ำ เทน้ำตามลงเล็กน้อย คนให้ละลาย จะสังเกตได้ว่า

     
    กรณีที่เป็นดอกเห็ดหลินจือแดงผสมสปอร์
    ถ้าเป็นดอกเห็ดหลินจือแดงสกัดจะต้องละลายน้ำได้ง่าย
    เมื่อละลายกับน้ำแล้วจะมีสีน้ำตาลแดง และมีสปอร์แขวนลอยอยู่
    และจะต้องไม่มีขี้เลื่อยหรือเศษไม้บน
    สปอร์เห็ดหลินจือที่แตกตัวแล้วจะไม่ละลายน้ำ จะแขวนลอยอยู่
    มีลักษณะคล้ายผงสีน้ำตาลแดงเข้ม รสข่มเฝื่อนๆ
    เห็ดหลินจือแดงที่ผสมสปอร์จะให้คุณค่าทางยาสูงมาก

     

    แต่ถ้านำดอกเห็ดหลินจือแดงสกัดละลายน้ำแล้ว ละลายน้ำง่ายและมีสีน้ำตาลแดง
    รสข่มเฝื่อนๆ แต่ไม่มีสปอร์แขวนลอยอยู่
    แสดงว่าเป็นเห็ดหลินจือสกัดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ผสมสปอร์เลย
    กรณีนี้ก็ให้คุณค่าทางยามากเหมือนกันแต่สู้กรณีแรกไม่ได้

     

    แต่ถ้าเห็ดหลินจือละลายยากและมีขี้เลื่อยหรือเศษไม้
    แสดงว่าเป็นเห็ดหลินจือบดธรรมดาไม่ใช่เห็ดหลินจือสกัด
    กรณีนี้ให้คุณค่าทางยาน้อยมาก เพราะร่างกายดูดซึมไม่ได้

     

    วิธีบริโภคเห็ดหลินจือ

    เวลาที่บริโภคเห็ดหลินจือ (สำหรับเห็ดหลินจือสกัด 100%
    ไม่ผสมสมุนไพรตัวอื่น) ควรจะเป็นเวลาที่ท้องว่าง
    เพื่อให้ร่างการดูดซีมเห็ดหลินจือได้ดี
    เห็ดหลินจือไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงสามารถทานก่อนอาหารได้ ยกเว้น
    กรณีที่นำเห็ดหลินจือไปผสมกับสมุนไพรตัวอื่นที่ระคายเคืองกระเพาะถึงจะทาน
    หลังอาหาร
     

    ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทานเห็ดหลินจือ คือ ช่วงตื่นนอนตอนเช้า
    เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ท้องว่างที่สุด และร่างกายได้ออกกำลังกาย
    หรือเคลื่อนไหว ร่างกายจะสูบฉีดเลือดได้ดี
    อีกช่วงเวลาหนึ่งที่คนนิยมทานเห็ดหลินจือ คือช่วงเวลาก่อนนอน
    ซึ่งควรจะทานเห็ดหลินหลินจือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง
    มิใช่ทานเห็ดหลินจือแล้วเข้านอนเลย เหตุผลที่ให้ทานก่อนเข้านอน 1
    ชั่วโมงก็เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสูบฉีดเห็ดหลินจือไปตามส่วนของร่างกาย
    ก่อน
    เนื่องจากในขณะที่คนเรานอนหลับหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ดีเท่าตอนที่เราตื่นนั่น
    เอง

     

    ปริมาณในการทานเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่บำรุงตับ หัวใจและไต
    ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จัดเป็นยาอายุวัฒนะสำหรับบำรุงร่างกาย
    และปลอดภัยในการทางระยะยาว
    ส่วนปริมาณการทานนั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและวัตถุประสงค์
    แนะนำการทานอย่างคร่าวๆ ดังนี้
    • กรณีที่ใช้เห็ดหลินจือบำรุงร่างกาย ทาน 1-2 แคปซูล ต่อวัน
    • กรณีที่ใช้เห็ดหลินจือป้องกันโรค ทาน 3-4 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 2 ช่วงเวลา
    • กรณีที่รักษาโรคที่ไม่ร้ายแรง ทาน 4-6 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 2 ช่วงเวลา
    • กรณีที่รักษาโรคร้ายแรง ทาน 12 - 16 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 3 ช่วงเวลา

     


    Link: เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ [lingzhi]

    สารสำคัญในเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ รักษาโรค

    เห็ดหลินจือกับโรคหัวใจ

    เห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

    เห็ดหลินจือ- มะเร็งลำไส้ใหญ่

    วิจัยเห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

    วิธีการบริโภคเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ กาโน-เห็ดหลินจือแดง 6 สายพันธุ์ รากและดอก

     



    การวิจัย ใช้เห็ดหลินจือร่วมกับวิตามินซี รักษามะเร็ง

    EISHI MUSHROOM USED IN MEDICAL TREATMENT OF 
    ADVANCED MALIGNANT SOLID TUMOR IN HUMAN

    โดย ศาสตราจารย์ ดร. ฟูกูมิ โมริซิเงะ
    ณ ห้อง B 201 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    ดร. ปรีชา กลิ่นเกษร สรุปจากการถอดเทป 27 ธ.ค. 2530
               ศาสตราจารย์ ดร.ฟูกูมิ โมริซิเงะ ประธานโรงพยาบาลนากามูระประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรม ได้ศึกษาเกี่ยวกับสารอาหารที่เหมาะสม ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกร้าย (มะเร็ง)ในระยะแรก เขาให้วิตามินซีแก่คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งออกจากร่างกาย เพื่อให้แผลผ่าตัดของคนไข้หายเร็วขึ้น และพบว่าคนไข้ผ่าตัดมะเร็งที่ได้รับวิตามินซีนั้น มีอาการหลังผ่าตัดดีขึ้นมากผิดปรกติจากที่เคยพบ จึงได้รายงานผลการค้นพบไว้ใน International congress of microbiology (Tokyo) ปี 1975 ว่าอาการทางด้าน Post-operative hepatitis ลดลงมาก

    ในปี 1975 นั่นเอง เขามีโอกาสเชิญ Dr.Pauling ไปที่ฟูกูโอกะ ปรึกษาหารือเกี่ยวกับทฤษฎี ORTHOMOLECULAR NUTRITIONAL TREATMENT เป็นทฤษฏีว่าด้ายการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงป้องกันและรักษาโรคร้ายด้วยการควบ คุมจำนวนโมเลกุลของสารอาหารในร่างกาย สารสำคัญที่ควบคุมโมเลกุลต่างๆ ของร่างกายได้ดีก็คือ วิตามินซี

    ในระยะหลังเริ่มมีการนำสารสกัดจากเห็ดมาใช้ในการต้านมะเร็ง ทำการศึกษาจากเห็ดต่างๆ พบว่า เห็ดหลินจือ ( Lingzhi - REISHI) มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันและรักษามะเร็ง ทั้งชนิดช่วยให้อาการไข้ฟื้นคืนสู่สภาพปรกติอย่างรวดเร็ว หลังการผ่าตัดเนื้อร้ายออก ทั้งชนิดที่ไม่อาจผ่าตัดได้ แต่ใช้วิธีรักษาโดยการควบคุมสารอาหารเพียงอย่างเดียว

    สิ่งยืนยันว่าวิธีการนี้ได้ผลคือ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ของอดีตประธานาธิบดี โรนัล เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ (ปัจจุบัน ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว) โดยวิธีผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกและให้สารอาหารที่เหมาะสมแทนการรักษาด้วยวิธี เดิม ซึ่งมักจะเป็นเคมีบำบัด หรือ การฉายแสง สารอาหารที่ให้หลังการผ่าตัด ประกอบด้วยวิตามินหลายอย่างได้แก่ บี3 บี6 ซี และเห็ดหลินจือ (Lingzhi - หลินจือ)

    ทั้งๆ ที่วิธีการรักษานี้ได้ผล แต่ยังไม่ได้มีการยอมรับทางกฏหมายของสหรัฐฯ จึงปรากฏมีนักชีวเคมีชื่อ J.M. BEAVERS จาก HEAVENER ส่งจดหมายเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเรแกน ผลักดันทุกทางให้วิธีการรักษเช่นนี้ เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ของสหรัฐฯ ในแง่ของกฏหมาย เขากล่าวว่า ผลการรักษาในเนื้อร้าย (มะเร็ง) ของประธานาธิบดีเรแกน ที่ปรากฏออกมาเป็นทางการนั้น หาย 100 %

    ผู้บรรยายได้เล่า ความเป็นมาในการสนใจใช้วิตามินซี และได้เสนอผลงานต่อที่ประชุมในปี 1975 และเมื่อได้สนทนากับ ดร.ไลนัส พอลลิ่ง จึงเริ่มสนใจศึกษาหลินจือ เนื่องจากหลินจือมีสาร Polysaccharides ซึ่งมักมีน้ำหนักในโมเลกุลมากกว่าหนึ่งล้านหน่วย ยากแก่การตูดซึมผ่านผนังลำไส้ในตัวคนได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าถ้าผสมวิตามินซีกับหลินจือเข้าด้วยกันจะทำให้การดูดซึมเป็นไปได้ ดี เนื่องจากวิตามินซีกับหลินจือเข้าด้วยกันจะทำให้การดูดซึมเป็นไปได้ดี เพราะวิตามินซีช่วยลดน้ำหนักโมเลกุลของ โพลีแซคคาไรด์ลง แต่มิใช่ด้วยวิธีของเอนไซม์ วิตามินซีจะค่อยๆ ทำให้โพลีแซคคาไรด์ลดขนาดลงเป็น OLIGOSACCHARIDES โดยสารตัวนี้จะเพิ่มขีดความสามารถของ MACROPHAGE CELL ให้ทำลายเซลล์มะเร็ง

    ต่อจากนั้นผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างประธานาธิบดีแรแกน ที่ใช้วิธีการควบคุมปริมาณสารอาหารหลังการผ่าตัด เขาบอกว่าได้ใช้วิธีนี้เนื่องจากเคยทดสอบแล้วพบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องควบคุมอาหาร ขบวนการทำงานนั้น เริ่มต้นจากกรดอะมิโนประเภทแกรมม่า เมื่อรวมกับอาหารประเภทวิตามิน คือซี บี3 บี6 แล้วจะกลายเป็น โพสตาแกลนดิน จากนั้น เห็ดหลินจือจะทำให้กลายเป็นพวก VINYL CHLORIDE ซึ่งเมื่อรวมกับวิตามินซีแล้วจะเกิด UPNYL CHLORIDE จนมาเป็น UP OXYGEN โดยสารตัวนี้จะทำลายเซลส์มะเร็ง

    จากการทดลองใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือล้างเส้นเลือดปรากฏว่าได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากพบว่ามี KUPFFFR CELL เพิ่มขึ้น ในคนไข้มะเร็งที่ทดลองรักษาโดยวิธีนี้ 140 คน สามารถบอกได้ว่ารอดชีวิตภายใน 18 เดือน โดยการให้เห็ดหลินจือ มีผู้รอดชีวิตได้ถึง 124 คน มีอยู่ 13 คนที่ช้าเกินกว่าจะช่วยชีวิตไว้ได้ ในการรักษานั้น นอกจากวิธีผ่าตัดตามปรกติแล้ว เขายังใช้ไนโตรเจนเหลว -180 องศาเซลเซียส ฆ่าเนื้อร้ายให้ตาย แล้วให้วิตามินซีร่วมกับเห็ดหลินจือ

    ต่อจากนั้นผู้บรรยายได้ยกกรณีตัวอย่างอีกมากมายหลายกรณีเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งในเม็ดโลหิต มะเร็งในสมอง มะเร็งตับ มะเร็งปอด โดยทุกกรณีได้ใช้เห็ดหลินจือร่วมกับวิตามินซีแล้วได้ผลดี ในทุกกรณีที่ผู้บรรยายนำมาเป็นกรณีตัวอย่าง ได้ฉายภาพ X-ray film แสดงการเปลี่ยนแปลง ก่อนและหลังการรักษาด้วยเห็ดหลินจือบวกกับวิตามินซี ซึ่งเป็นที่น่าสนใจยิ่งที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเป็น ระยะ จนหายจากการเป็นมะเร็ง และยังได้กล่าวว่า ในกลุ่มชนชาวญี่ปุ่นที่กินเห็ดหลินจือกว่าแสนคน มีการเกิดมะเร็งน้อยมาก
    Link: เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ [lingzhi]

    สารสำคัญในเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ รักษาโรค

    เห็ดหลินจือกับโรคหัวใจ

    เห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

    เห็ดหลินจือ- มะเร็งลำไส้ใหญ่

    วิจัยเห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

    วิธีการบริโภคเห็ดหลินจือ

    เห็ดหลินจือ กาโน-เห็ดหลินจือแดง 6 สายพันธุ์ รากและดอก



    พลโทเฉลิม โพธิพรรค หายป่วยจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยการใช้เห็ดหลินจือ

    การเรียบเรียงเรื่องประสบการณ์สำคัญของชีวิต ทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองราชสมบัติครบ 50 ปี พระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการเพาะเห็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดหลินจือ ที่ได้ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรให้มีการเอาใจใส่ ทดลอง ศึกษา ค้นคว้า เพื่อยังประโยชน์สุขแก่ปวงพสกนิกร โดยมีพระราชกระแสรับสั่งไว้ตั้งแต่วันพืชมงคง ปี พ.ศ.2531

    ฯพณฯ องคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ได้พบว่า พลโทเฉลิม โพธิพรรค อดีตผู้บังคับบัญชา ได้หายจากโรคมะเร็งลำไส้โดยมีการใช้เห็ดหลินจือเข้าช่วยในการรักษานี้ด้วย จึงได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบ และมีบัญชาให้ทำการเผยแพร่เรื่องนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

    คณะผู้ร่วมงานจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อันได้แก่ นายวิศิษฐพร เผื่อนพิภพ นางสาวรำพึง ชูสวัสดิ์ และนายสาธิต ไทยทัตกุล ที่ปรึกษางานวิจัยเห็ดโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้เข้าพบพลโทเฉลิม โพธิพรรค ที่บ้านพักซอยสุขุมวิท 33 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2538 เพื่อเรียนถามถึงความเป็นมาของการใช้เห็ดหลินจือ ร่วมในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ของท่าน

    พลโทเฉลิม โพธิพรรค ปกติท่านเป็นผู้ที่ไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่ เมื่อช่วงอายุมากขึ้น รับประทานผักน้อยลง เคยมีอาการความดันโลหิตสูง ปลายเส้นโลหิตแตกที่ตาข้างซ้าย เวลามองจะเห็นเป็นภาพซ้อนทำให้ไม่สามารถขับรถได้ เคยใช้ยาขับปัสสาวะ ช่วงนี้ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวช ในปี พ.ศ.2535 เป็นฝีหนองแบบ Divest ที่ผนังด้านนอกลำไส้ ความยาวประมาณ 6 เซนติเมตร เป็นอยู่ 3 เดือน เกิดอาการทะลุบางแห่ง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวชเช่นกัน

    ช่วงประมาณวันที่ 27-30 ธันวาคม พ.ศ.2536 คิดว่าตัวเองเป็นริดสีดวงทวาร มีอาการถ่ายท้องบ่อยมากกว่า 5 ครั้งต่อวัน มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ บางครั้งเป็นเมือกใส พอดีช่วงนั้นเดินทางไปอยู่อเมริกา เริ่มไม่สามารถทานอาหารมัน ๆ นมสด และของหมักดอง เพราะอาหารไม่ย่อยทำให้เกิดอาการท้องอืด จึงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ Carle Clinic Association ทางตอนใต้ของ Chicago มีลักษณะเป็น Family Doctor อยู่เลขที่ 602 West Universe Avenue Urbana 61801-2594 หมอตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจที่โรงพยาบาลพบว่าเป็นมะเร็งเนื้องอกพอลลิปที่ผนังลำ ไส้ด้านในใกล้ทวารหนักมาก และอยู่เกือบติดกับกระดูกเชิงกราน มีความยาวเกือบ 10 เซ็นติเมตร และลามออกไปจากลำไส้ประมาณ 1 เซ็นติเมตรแล้ว แพทย์ได้ผ่าตัด และได้ย้ายส่วนที่ขับถ่ายไปไว้ที่ข้างท้องโดยใช้ถุงแทน หลังจากผ่าตัดแล้วปรากฏว่าอาการกลับทรุดหนักลง พลโทเฉลิม พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลครบ 8 วัน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่มีพยาบาลติดตามมาสอนวิธีล้างถุง ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตและกำชับให้ดื่มน้ำมาก ๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีอาการกระหายน้ำเลย รู้สึกเบื่ออาหารอยู่ 2-3 เดือน หลังจากผ่าตัดแล้ว 1 เดือน แพทย์จะให้ทำเคมีบำบัด แต่ทำไม่ได้เพราะน้ำหนักน้อยเกินไป ต้องรอจนถึงน้ำหนักถึงเกณฑ์ แพทย์จึงได้ทำเคมีบำบัดเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน การให้เคมีบำบัดทำโดยผ่านเส้นเลือด ทุกครั้งที่ให้เคมีบำบัดจะมีอาการแพ้

    คุณรุจน์ บุตรชายของพลโทเฉลิม ได้รับคำแนะนำจาก ฯพณฯ องคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลละวาณิชย์ ถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือ คุณรุจน์จึงได้พยายามติดต่อจนพบคุณขวัญ วัชโรทัย ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และได้รับเห็ดหลินจือชนิดฝานจำนวน 20 ห่อ นำไปต้มดื่มที่ต่างประเทศ (โดยใช้เห็ดหลินจือจำนวน 6-10 ชิ้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร หลังจากน้ำเดือดแล้วต้มต่อประมาณ 15 นาที ดื่มต่างน้ำทั้งวัน)

    พลโทเฉลิมเริ่มดื่มน้ำเห็ดหลินจือหลังจากผ่าตัดไปแล้วประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากการทำเคมีบำบัดได้ระยะหนึ่ง ปรากฎว่าน้ำต้มเห็ดหลินจือสามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ได้ การให้เคมีบำบัดทำให้เกิดอาการปากแห้ง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร แต่ได้น้ำต้มเห็ดหลินจือช่วยทำให้สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น ลดอาการแพ้ลงได้ นอกจากการใช้น้ำต้มเห็ดหลินจือแล้วยังได้ใช้ยาแผนปัจจุบันตามอาการที่เกิด ขึ้นได้ด้วยเช่น ยาช่วยย่อย ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาเจริญอาหาร หลังจากผ่าตัดมีอาการปวดหลัง แผลผ่าตัดเกิดจากการตีบตันต้องตัดลำไส้เล็กออกจากลำไส้ใหญ่และใช้ลำไส้เล็ก ผ่านทางหน้าท้อง หลังจากการให้เคมีบำบัดและดื่มน้ำเห็ดหลินจือควบคู่กันแล้ว อาการต่าง ๆ ค่อยดีขึ้นตามลำดับ หลังจากการให้เคมีบำบัดแล้วฉายแสงอีก 2-3 เดือน

    คุณรุจน์ โพธิพรรค บุตรชายของพลโทเฉลิมเล่าว่า "ตอนที่เห็นอาการของคุณพ่อคิดว่าคงไม่สามารถรักษาได้แล้ว เพราะดูจากสภาพภายนอกมีความหวังน้อยมาก แต่หลังจากดื่มน้ำต้มเห็ดหลินจือแล้วสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน และมีความเชื่อมั่นมากว่าเห็ดหลินจือมีส่วนช่วยในการรักษาโรคมะเร็งของคุณ พ่ออย่างยิ่ง" คุณรุจน์จึงได้ของร้องให้คุณพ่อดื่มน้ำเห็ดหลินจือด้วยความอดทนสม่ำเสมอและ ต่อเนื่อง รวมทั้งควบคุมดูแลเรื่องอาหารและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องด้วย

    แต่เดิมแพทย์ผู้ดูแลรักษาให้ความหวังว่าจะมีโอกาสรอดชีวิตได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะในกรณีอย่างนี้ผู้ป่วยมักจะไม่รอดชีวิต แต่หลังจากได้รับการรักษาตัวด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับการดื่มน้ำ ต้มเห็ดหลินจือ เมื่อได้รับการตรวจด้วย MRI (ใช้ระบบแรงสะท้อนกลับ) ปรากฏว่าไม่พบเนื้องอกหรือมะเร็งที่เคยเป็น พบแต่บริเวณที่เป็นแผลเป็น (Scar)

    คุณน้อย โพธิพรรค ภรรยาพลโทเฉลิม ผู้ดูแลใกล้ชิด เล่าว่าผู้ป่วยในกรณีเดียวกัน และอายุใกล้เคียงกันนั้น ส่วนใหญ่ได้เสียชีวิตหมดแล้ว คุณน้อยมีความเชื่อมั่นว่า เห็ดหลินจือมีส่วนช่วยทำให้สามีหายจากโรคมะเร็งนี้ ค่าใช้จ่ายพยาบาลในการรักษาพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบันนับว่าสูง การผ่าตัดครั้งแรกคิดเป็นเงิน 40,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ครั้งที่สองคิดเป็นเงิน 15,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ครั้งที่สามเป็นเงิน 15,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ เฉพาะค่าผ่าตัดรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 70,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

    ช่วงต้นปี พ.ศ. 2538 พลโทเฉลิมได้ไปเที่ยวที่คุนหมิง ประเทศจีน พบว่ามียาจีนประมาณ 20 ขนานที่มีส่วนผสมของเห็ดหลินจือ ท่านมีความเชื่อมั่นว่าเห็ดหลินจือต้องมีส่วนช่วยอย่างยิ่งและก็เชื่อในแผน ปัจจุบันด้วย เพราะขณะที่ท่านเล่าถึงการทำงานของหมอและพยาบาลที่อเมริกา ท่านได้ย้ำถึงการทำความสะอาดและการดูแลเอาใจใส่อย่างดีด้วยวิทยาการแผนใหม่ ของแพทย์และพยาบาลที่นั่นประกอบกัน

    นอกจากพลโทเฉลิม ท่านจะโชคดีมีภรรยาและบุตรที่ดีแล้ว ท่านยังเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในทางสุจริตธรรม ท่านได้ศึกษาธรรมะและได้จัดพิมพ์หนังสือธรรมะฉบับย่อ ตามความเข้าใจของท่าน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แจกจ่ายฟรีให้แก่ญาติมิตรสหายเป็นการกุศลอีกด้วย